วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

ล็อคแนวหน้าจอ iPhone ไม่ให้หมุน

ด้วยความไฮโซของ iPhone 5 หรือรุ่นดึกดำบรรพ์ก็แล้วแต่ สิ่งหนึ่งที่เป็นลูกเล่นเด่นก่อนเจ้าอื่นๆก็คือการหมุนแนวหน้าจอได้อัตโนมัติ ทำให้เราสามารถเลือกดูเว็บต่างๆหรือรูปภาพได้ตามแนวที่ต้องการอย่างอัตโนมัติ แต่บางครั้งเราอยากจะล็อคแนวหน้าจอไม่ให้หมุนไปไหน แต่มันก็ยางจะหมุนให้เราอัตโนมัติด้วยความแสนรู้ ตรงนี้เรามีวิธีแก้ครับ เป็นทริกเล็กๆที่ชาว iPhone ทั้งหลายอาจรู้แล้ว แต่ก็ถือเป็นการเผื่อแผ่สมาชิกใหม่ของชาว iPhone กันนะครับ
          พบว่าขณะนอนเล่น iPhone 5 บนเตียงนอนอย่างสบาย หน้าจอของ iPhone 5 ก็หมุนตามแนวแกนโลกซึ่งทำให้ไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเราจึงต้องล็อกแนวหน้าจอไว้ซะไม่ให้หมุน โดยมีวิธีง่ายๆ อย่างนี้ครับ
1.ที่หน้าจอเมนู กดปุ่ม Home สองครั้งติดและแถบเมนูด้านล่างจะแสดงขึ้นมา
2.ใช้นิ้วจิ้มที่เมนูด้านล่างแล้วเลื่อนจากซ้ายไปขวา



3.จะเห็นเมนูเครื่องเล่นเพลงและปุ่มล็อคแนวหน้าจออยู่ทางด้านซ้ายมือ ให้จิ้มไปที่ปุ่มนั้นหนึ่งที



หลังจากออกจากเมนูนี้แล้ว เราจะพบไอคอนแสดงอยู่ด้านบน เพื่อเป็นการบอกว่าแนวหน้าจอถูกล็อคไว้เรียบร้อยแล้ว



เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วครับ อยากเอาออกก็ไปจิ้มที่ปุ่มเดิมครับ หรือบางคนอ่านมาตั้งนานแล้วงงว่าล็อคแนวหน้าจอมันคืออะไรกันแน่  แนะนำให้ลองทำตามดูครับ แล้วจะเข้าใจว่าบทความนี้บอกอะไร

จับภาพหน้าจอ iPhone โดยไม่ต้องใช้โปรแกรม

บางอารมย์ที่ต้องการ Capture ภาพหน้าจอขอ iPhone เอาไว้ดูเล่นหรือเอาไปอวดเพื่อนหรือจะเอาไปฝังตุ่ม ถ่วงน้ำ อะไรก็แล้วแต่ เราสามารถทำได้ง่ายๆ โดยกดเพียงสองปุ่ม ภาพที่ปรากฏอยู่บน iPhone ขณะนั้นจะถูกเซฟลงไปใน อัลบัมรูปทันที โดยฟังก์ชันการจับภาพหน้าจอนี้ iPhone เขาจัดมาให้เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้ ไม่ต้องไปลง Apps อะไรเพิ่มให้มันวุ่นวายเหมือนสมัยรุ่นเก่าๆ

วิธีการง่ายๆคือ

1.เปิดหน้าที่เราต้องการจะ Capture หน้าจอ
2.กดปุ่ม Home และ ปุ่ม Sleep/Wake (ปุ่มเปิดปิด) พร้อมๆกัน
3.จะมีเสียง "แชะ" และลักษณะบางอย่างที่ทำให้เรารู้ว่า เสร็จแล้วนะ
4.ไปดูใน Camera roll หรือ อัลบัมรูปภาพ ภาพจะอยู่ในนั้นแหล่ะ

ชาร์ตแบตเตอรี่ iPhone อย่างถูกวิธี


การชาร์ตแบตเตอรี่ iPhone ถือว่ามีตำนานที่ยาวนาน เนื่องจากมีความเชื่อต่างๆนานามากมาย และข้อสงสัยที่นับไม่ถ้วนพอๆกับใครฆ่าเมรี (อ้างอิงละครกี่เพ้านิดนึง) ซึ่งไม่ว่าใครจะเชื่ออย่างไร ก็ไม่ค่อยมีใครพบปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมสักที เพราะส่วนใหญ่จะซื้อเครื่องใหม่ก่อนแบตเตอรี่เสื่อม (หุหุ) เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรามาดูวิธีการชาร์ตแบตเตอรี่ให้ถูกวิธีกัน

ตำนานการชาร์ตแบตเตอรี่ iPhone

1. ห้ามใช้ iPhone จนแบตเตอรี่ต่ำกว่า 20% เพราะจะทำให้แบตเสื่อมเร็ว

2. หลังจากซื้อ iPhone มาใช้ การชาร์ตแบตเตอรี่ครั้งแรก ต้องชาร์ต 8 - 10 ชม. เพื่อเป็นการกระตุ้นเซลล์

3. การชาร์ตแบตเตอรี่บ่อยๆ จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว

4. ชาร์ตแบตเตอรี่พร้อมกับใช้งาน iPhone ไปด้วยจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว

เหล่านี้คือตำนานที่เล่าขานกันมาเนิ่นนาน ยิ่งกว่าตำนานบ้านผีปอบ 11 ภาค โดยไม่มีใครรู้ว่าอันไหนคือเรื่องจริง อันไหนคือเรื่องโม้กันแน่ คราวนี้เราตามมาดูข้อเท็จจริงกันบ้าง

แบตเตอรี่่ iPhone เป็นแบตเตอรี่ชนิด Lithium-ion polymer ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นเทพที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ด้วยอายุแบตเตอรี่ที่ยืนยาว ให้พลังงานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง สะดวกในการใช้งานและชาร์ตแบตเตอรี่ ไม่กังวลว่าจะต้องใช้จนหมดแล้วค่อยชาร์ตใหม่


จากรูปด้านบนจะเป็นวัฏจักรการชาร์ตแบตเตอรี่ iPhone ซึ่งในช่วง 2 ชมแรก แบตเตอรี่จะถูกชาร์ตอย่างรวดเร็วจนมีระดับ 80% ในช่วงนี้แบตเตอรี่จะร้อนมากจากการชาร์ตประจุอย่างรวดเร็ว หลังจากชั่วโมง 2 ไปจนถึงชั่วโมงที่ 4 จะเป็น Trickle Charge ซึ่งก็คือประจุจะค่อยๆชาร์ตอย่างช้าๆจนเต็ม

ต่อมาจะพูดถึง Cycle charge ซึ่งเป็นรอบของการชาร์ตแบตเตอรี่ iPhone โดยรอบการใช้งานแบตเตอรี่จะนับจากแบตเตอรี่ถูกใช้ไปจนครบ 100% เช่น เริ่มต้นเราชาร์ตแบตจนเต็ม 100% วันแรกใช้ไปจนเหลือ 40% แล้วชาร์ตแบตเตอรี่จนเต็ม 100% วันต่อมาใช้ไป 60% แล้วชาร์ตจนเต็ม รวมสองวันชาร์ตแบตเตอรี่ครบ 100% แล้ว จะนับเป็น 1 cycle charge ไม่ใช่ชาร์ต 2 ครั้ง


ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ชาร์ตแบตเตอรี่บ่อยแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น เพราะอาจจะชาร์ตไปแค่ 1 cycle charge เท่านั้น จากทั้งหมดนี้จึงได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า

1. การชาร์ตแบตเตอรี่บ่อยๆ ไม่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติ เพราะนับจาก Cycle charge เป็นหลัก

2. การชาร์ตแบตเตอรี่ iPhone ครั้งแรกไม่จำเป็นต้องชาร์ต 8 - 10 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ใช่แบตเตอรี่โนเกียสมัย 10 ปีที่แล้ว ที่ต้องชาร์ตแบตกระตุ้นก่อน และต้้องใช้แบตเตอรี่จนหมดก่อน จึงชาร์ตแบตได้

3. เนื่องจากการชาร์ตแบตเตอรี่ในขณะที่เหลือแบตเตอรี่น้อยๆ จะทำให้เกิดความร้อนสูง ซึ่งความร้อนจะมีผลทำให้อายุแบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติ นี่เป็นสาเหตุที่ไม่ควรใช้แบตเตอรี่จนเหลือต่ำเกินไป (ต่ำกว่า 20%) เพราะมีโอกาสทำให้แบตเตอรี่เสื่อมจากความร้อนสูง

4. การชาร์ตแบตเตอรี่และเล่น iPhone ไปด้วยไม่มีผลทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว

5. ควรมีการใช้แบตเตอรี่ให้เหลือต่ำกว่า 20% และชาร์ตจนเต็มเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งเรียกว่า Full cycle charge เพื่อ Calibrate สถานะแบตเตอรี่ให้ถูกต้อง (บางครั้งแบตเตอรี่ที่แสดงบนจออาจไม่ตรงกับความเป็นจริง วิธีนี้สามารถช่วยแก้ไขให้ถูกต้องได้)

ข้อสรุปสุดท้ายคือ ชาร์ตไปเถิดครับ ชาร์ตอย่างไรก็ได้ เนื่องจาก Apple ได้ออกแบบแบตเตอรี่ให้มีความสะดวกในการใช้งานมากที่สุดแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลมากมายสำหรับเรื่องนี้ แต่หากไม่สบายใจในการใช้งาน ก็ปฏิบัติตามคำแนะนำในข้อ 1-5 ด้านต้นก็ได้ครับ

แสดงเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ iPhone

โดยปกติแล้ว iPhone จะไม่ได้ตั้งค่าให้แสดงจำนวนแบตเตอรี่เป็นเปอร์เซ็นต์มาจากโรงงาน ดังนั้นจึงเกิดปัญหากับผู้ใช้ iPhone มือใหม่ว่า แบตมันเหลือเท่าไหร่แล้ว โดยอาศัยเพียงสายตาในการเล็งรูปแบตเตอรี่ว่าเหลือประมาณเท่าไร ทำให้ยากต่อการประมาณ ฟังก์ชันในการแสดงแบตเตอรี่ของ iPhone เป็นแบบเปอร์เซ็นต์นั้นได้ถูกติดตั้งมาตั้งแต่ iPhone 3GS ดังนั้น iPhone HoHo จะมาเล่าวิธีการเปิดใช้ฟังก์ชันนี้กัน


ขั้นแรก เข้าไปที่ Settings


ขั้นสอง เลือกที่ General


ขั้นสาม เลือกที่ Usage


ขั้นที่สี่ ก็เลือก ON ที่หัวข้อ Battery percentage


เพียงเท่านี้ แบตเตอรี่ก็จะแสดงออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ดูด้วย ทำให้ง่ายต่อการประมาณจำนวนแบตที่เหลืออยู่ในเครื่อง

ยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ iPhone


หลายคนที่ต้องเดินทางไกลเพื่อท่องเที่ยว และอยู่ในสถานะที่ไม่มีที่ชาร์ตแบตเตอรี่หรือไม่ได้มีเงินซื้อ แบตเตอรี่สำรองอันละพันกว่า สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ประหยัดแบตเตอรี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ iPhoneHoHo จึงขอนำเสนอวิธี ยืดอายุการใช้แบตเตอรี่ iPhone แบบทางสายกลาง


1.ปิด App ที่ไม่จำเป็นใน Multi-Tasking

กดปุ่ม Home 2 ครั้งติดกัน จะปรากฎแถบ Multi-Tasking ขึ้นมาด้านล่าง กดจิ้มไปที่ icon app ใดก็ได้ค้างไว้สักพัก จะปรากฎเครื่องหมายกากบาทที่มุมขวาบนของ icon app จากนั้นกดปิดให้หมดทุกตัว แล้วกด Home เพื่อออก



2.ปิดการตั้งเวลาอัตโนมัติ

ปกติแล้วถ้าเราไม่ได้ไปเที่ยบประเทศอื่นหรือไปเที่ยวรอบโลก ฟังก์ชันสำหรับตั้งเวลาอัตโนมัติก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดไว้ เพราะหากเปิดไว้ iPhone จะคอยตรวจสอบความแม่นยำของนาฬิกาอยู่บ่อยๆทำให้เสียพลังโดยไม่จำเป็น

ตั้งค่าที่ Setting > General > Date & Time ; Set Automatically --> Off



3. ปิดเลขา Siri

ถ้าคุณอยู่ในประเทศไทยและสำเนียงภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาเกิดของคุณ iPhoneHoHo แนะนำให้ปิดฟังก์ชันนี้ไปดีกว่าเพราะนอกจากจะคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว ยังเปลืองแบตเตอรี่อีกด้วย

ตั้งค่าที่ Setting > General > Siri ; Siri --> Off


4. ปิดการแจ้งเตือนต่างๆใน Notifications

โดยปกติแล้ว App ต่างๆจะพยายามเรียกร้องความสนใจด้วยการแจ้งเตือนเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง App ประเภทเกม จะคอยส่งเสียงเตือนบ่อยๆ เช่น Hay days เกมยอดฮิต ที่เอะอะ อะไรก็เตือนให้เก็บนม เก็บข้าว เก็บมะเขือพวง ซึ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เปลืองแบตเตอรี่ทั้งสิ้น

ตั้งค่าที่ Setting > Notifications > กดเข้าไปเลือกรูปแบบการเตือนตามแต่ละ App




5. ตั้งค่าตรวจเช็ค e-mail ใหม่ด้วยความถี่ที่น้อยลง

หากเราไม่ได้เลือกหัวข้อ Push ให้เป็น On e-mail จะทำการอัพเดทข้อความใหม่อัตโนมัติ โดยจะคอยติดต่อ Server ตามเวลาที่เรากำหนด ซึ่งเราควรตั้งให้ความถี่น้อยที่สุดจะดีที่สุด เป็น ช.ม. ขึ้นไปยิ่งดี

ตั้งค่าที่ Setting > Mail, Contacts, Calendars > Fetch New Data



6. ปิดการใช้งาน Bluetooth

โดยปกติแล้ว Bluetooth แทบจะไม่ถูกใช้สักเท่าไรถ้าไม่ได้เชื่อมต่อ Personal Hotspot หรือการแชร์ Internet โดย iPhone Bluetooth ก็แทบจะไม่ได้ใช้เลย ดังนั้นหากเราไม่จำเป็นต้องใช้ก็ปิดมันเสีย

ตั้งค่าที่ Setting > Bluetooth > Off



7. ปิด Wi-Fi

ตั้งค่าที่ Setting > Wi-Fi > Off




8. ปิด 3G, Edge สัญญาณอินเตอร์เน็ต

ตั้งค่าที่ Setting > General > Cellular > Off



9. ปรับแสงสว่างหน้าจอไม่ให้สว่างมากเกินไป

ตั้งค่าที่ Setting > Brightness & Wallpaper




10. ปรับตั้ง Auto-Lock ให้เร็วที่สุด

ปกติแล้วเมื่อไม่มีการใช้งาน iPhone ตัว iPhone จะทำการล็อคหน้าจออัตโนมัติ เราจึงควรตั้งให้ล็อคหน้าจอไว้ที่ 1 นาที เพื่อไม่ให้สูญเสียแบตเตอรี่มากเกินไป

ตั้งค่าที่ Setting > General > Auto-Lock




ด้วยวิธีการเหล่านี้ ควรปรับใช้ตามความเหมาะสมจะทำให้ยืดอายุแบตเตอรี่ออกไปได้พอสมควร อย่างน้อยก็น่าจะเพียงพอที่เราจะหาที่ชาร์ตแบตเตอรี่ได้ แต่ก็อย่าสุดโต่งโดยการปิดทุกอย่าง เพราะถ้าทำอย่างนั้น iPhone เราอาจจะมีค่าไม่ต่างอะไรกับที่ทับกระดาษก้อนหนึ่ง